เมื่อทุกอย่างขายได้! ผุดธุรกิจใหม่ "ขายวิญญาณ" ไม่ต้องลงแรงก็ได้เงิน แต่สิ่งที่ต้องแลกไม่ธรรมดา

เมื่อทุกอย่างขายได้! ผุดธุรกิจใหม่ "ขายวิญญาณ" ไม่ต้องลงแรงก็ได้เงิน แต่สิ่งที่ต้องแลกไม่ธรรมดา

เมื่อทุกอย่างขายได้! ผุดธุรกิจใหม่ "ขายวิญญาณ" ไม่ต้องลงแรงก็ได้เงิน แต่สิ่งที่ต้องแลกไม่ธรรมดา
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เมื่อไม่รู้จะขายอะไร วิญญาณก็ขายได้! จีนผุดธุรกิจ “ขายใบหน้า” ให้ AI สร้างรายได้หลักร้อยถึงหลักหมื่น

กระแสปัญญาประดิษฐ์ในจีนกำลังสร้างตลาดรูปแบบใหม่ เมื่อประชาชนทั่วไปสามารถอนุญาตให้นำใบหน้าของตนไปใช้สร้างโฆษณา เกม และละครสั้นด้วย AI แลกกับค่าตอบแทนตั้งแต่ประมาณ 500 บาท ไปจนถึงมากกว่า 23,000 บาท 

อย่างไรก็ตาม รายได้ที่ดูเหมือนได้มาโดยไม่ต้องเข้าฉาก กำลังมาพร้อมคำถามสำคัญว่า เมื่อภาพใบหน้ากลายเป็นข้อมูลในระบบ AI แล้ว เจ้าของจะควบคุมการนำไปใช้ในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด

รายงานจาก Rest of World เปิดเผยว่า แพลตฟอร์มในจีนหลายแห่งเริ่มเปิดให้ผู้ใช้อัปโหลดภาพหรือเข้าสตูดิโอเพื่อบันทึกใบหน้าจากหลายมุม ก่อนจัดทำเป็นแคตตาล็อกสำหรับให้ผู้ผลิตเนื้อหาเลือกใช้ เสมือนการคัดเลือกนักแสดง แต่สิ่งที่ผู้ผลิตซื้อไม่ใช่เวลาทำงานหน้ากล้อง หากเป็นสิทธิในการนำภาพลักษณ์ของบุคคลไปสร้างตัวละครด้วย AI

ให้เช่าใบหน้า รับเงินตั้งแต่ประมาณ 500-23,500 บาท

ค่าตอบแทนที่มีรายงานแตกต่างกันตามแพลตฟอร์ม ประเภทงาน ขอบเขตสิทธิ และจำนวนผลงาน โดยอยู่ระหว่าง 15-700 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 500-23,500 บาท เมื่อคำนวณจากอัตรากลางราว 33.54 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2569)

ผู้ใช้สามารถกำหนดเงื่อนไขได้ว่าอนุญาตให้ใบหน้าปรากฏในงานประเภทใด เช่น โฆษณาทางโทรทัศน์ วิดีโอเกม หรือภาพยนตร์สั้น รวมถึงตั้งราคาตามลักษณะใบหน้า ขอบเขตการใช้งาน และจำนวนผลงานที่อนุญาต ผู้ผลิตจึงสามารถค้นหาใบหน้าตามเพศ อายุ บุคลิก หรือประเภทของเรื่อง ตั้งแต่ตลก โรแมนติก ดราม่า ไปจนถึงระทึกขวัญ

ตัวเลขเงินบาทในบทความนี้เป็นการคำนวณโดยประมาณจากอัตราแลกเปลี่ยนกลางในวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 จึงอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลาและอัตราที่ผู้ให้บริการทางการเงินใช้จริง

ActID เปิดตลาดได้ไม่กี่เดือน มีผู้สมัครแล้วราว 800 คน

ActID แพลตฟอร์มจากเมืองเซินเจิ้นซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า มีผู้ลงทะเบียนแล้วประมาณ 800 คน ในจำนวนนี้ราว 300 คนยินยอมให้ใช้ภาพของตนกับงานที่ผลิตด้วย AI ผู้สมัครมีทั้งนักแสดงประกอบ อินฟลูเอนเซอร์ และประชาชนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการแสดงมาก่อน

ขณะรายงาน มีโครงการละคร AI สองโครงการเลือกใช้ใบหน้าประมาณ 10 คนผ่านแพลตฟอร์ม โดยจ่ายตอนละ 99-500 หยวน หรือประมาณ 490-2,490 บาท และ ActID หักค่าคอมมิชชัน 10% ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับการประเมินเดิมที่ราว 400,000-2 ล้านดองเวียดนาม หรือประมาณ 510-2,550 บาท

คามิลล์ ยาน ผู้บริหารฝ่ายการตลาดของ ActID อธิบายว่า ผู้ผลิตไม่ได้มองหาเพียงใบหน้าสวยหล่อสำหรับบทนำ แต่ยังต้องการใบหน้าที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น ผู้สูงอายุ เพราะในกระบวนการสร้างละครด้วย AI ใบหน้าจะถูกใช้เป็นข้อมูลต้นแบบ ส่วนการแสดง สีหน้า และการเคลื่อนไหวสามารถสร้างขึ้นภายหลังได้

New Claw กำหนดราคาขั้นต่ำ ป้องกันการตัดราคากันเอง

อีกแพลตฟอร์มหนึ่งคือ New Claw จากเมืองเฉิงตู ซึ่งเดิมประกอบธุรกิจด้านการผลิตเนื้อหา ก่อนปรับตัวเข้าสู่ตลาดให้สิทธิใช้ภาพ หลังเทคโนโลยี AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมละครและโฆษณา บริษัทมองว่าการให้สิทธิใช้ภาพอาจเป็นรายได้เสริมสำหรับนักแสดงและนางแบบที่ยังทำงานตามปกติ

New Claw กำหนดราคาขั้นต่ำไว้ที่ 500 หยวนต่อภาพ หรือประมาณ 2,490 บาท เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานแข่งขันกันลดราคาจนกระทบตลาด หลง ลู่ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของแพลตฟอร์ม ระบุว่า การซื้อสิทธิใช้ใบหน้ามีต้นทุนต่ำกว่าการจ้างบุคคลนั้นมาแสดงจริง ทำให้โมเดลนี้ได้รับความสนใจจากผู้ผลิตเนื้อหามากขึ้น

ตลาดโตตามกระแส “ไมโครดราม่า” ของจีน

ความต้องการใบหน้าสำหรับ AI เกิดขึ้นพร้อมการเติบโตของ “ไมโครดราม่า” ซึ่งเป็นละครตอนสั้นในแนวตั้งที่ออกแบบมาให้รับชมผ่านโทรศัพท์มือถือ รายงานระบุว่า ในช่วงสามเดือนแรกของปี 2569 จีนมีไมโครดราม่าเผยแพร่ประมาณ 128,000 เรื่อง และมากกว่า 95% มีการใช้ AI ในกระบวนการผลิตอย่างใดอย่างหนึ่ง

การใช้ใบหน้าของคนจริงอาจช่วยเพิ่มความหลากหลายให้ตัวละคร หลังผู้ชมจำนวนหนึ่งวิจารณ์ว่าตัวละครที่สร้างด้วย AI มักมีรูปลักษณ์คล้ายกันมากเกินไป ขณะที่ Hongguo แพลตฟอร์มไมโครดราม่าของ ByteDance ประกาศว่าจะจัดการเนื้อหาที่ใช้ใบหน้า AI แบบซ้ำซากและขาดเอกลักษณ์

อีกด้านของตลาด คือปัญหานำใบหน้าไปใช้โดยไม่ขออนุญาต

การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มให้สิทธิใช้ใบหน้าเป็นความพยายามสร้างช่องทางที่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของภาพ ท่ามกลางข้อพิพาทเรื่องการนำใบหน้าและเสียงของบุคคลไปสร้างเนื้อหาด้วย AI โดยไม่ได้รับอนุญาต ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับบุคคลมีชื่อเสียง แต่เริ่มกระทบประชาชนทั่วไปมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ ผู้สร้างคอนเทนต์สองรายกล่าวหาว่าละครบนแพลตฟอร์ม Hongguo นำใบหน้าของพวกเขาไปดัดแปลงด้วย AI โดยไม่ได้รับความยินยอม ผลงานดังกล่าวมียอดรับชมมากกว่า 40 ล้านครั้งก่อนถูกถอดออก โดย ByteDance ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 บริษัทได้ลบวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับการสร้างซ้ำใบหน้าหรือเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตไปแล้วมากกว่า 85,000 รายการ

ActID ระบุว่า นอกจากทำหน้าที่เป็นตัวกลางด้านสัญญาแล้ว ยังติดตามการนำใบหน้าที่ลงทะเบียนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และช่วยเชื่อมต่อผู้ใช้กับทนายความเมื่อจำเป็น อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะป้องกันการคัดลอกหรือการส่งต่อข้อมูลออกนอกระบบได้ทั้งหมด

นายแบบวัย 21 ปฏิเสธขายสิทธิ หวั่นถูก AI บิดเบือนตัวตน

ซู ฟาง นายแบบวัย 21 ปีในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งยื่นฟ้องแบรนด์แฟชั่นจีนหลังกล่าวหาว่าบริษัทนำใบหน้าของเขาไปใช้กับสินค้าที่เขาไม่เคยเป็นนายแบบให้ ยืนยันว่าไม่สนใจนำใบหน้าเข้าสู่ตลาด AI แม้จะได้รับค่าตอบแทนก็ตาม

เหตุผลสำคัญคือ เจ้าของใบหน้าอาจไม่รู้ว่า AI จะดัดแปลงภาพไปในทิศทางใด หรืออาจนำไปสร้างเนื้อหาที่ทำให้เสียชื่อเสียงและเกิดความเข้าใจผิด เมื่อข้อมูลถูกคัดลอกหรือส่งต่อไปแล้ว การเรียกคืนและหยุดการใช้งานทั้งหมดอาจทำได้ยากกว่าการลบภาพทั่วไปออกจากแพลตฟอร์ม

จีนเผชิญคดี “ขโมยใบหน้า” ที่เกี่ยวข้องกับ AI หลายร้อยคดี

ข้อมูลที่ Rest of World อ้างจาก National Business Daily ระบุว่า ศาลอินเทอร์เน็ตกว่างโจวพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับการนำใบหน้าไปใช้กับ AI ประมาณ 700 คดีในช่วงสามปีที่ผ่านมา ขณะที่คำตัดสินของศาลจีนยืนยันว่า การนำภาพบุคคลไปสลับใบหน้าด้วย AI โดยไม่ได้รับความยินยอมอาจเป็นการละเมิดสิทธิ แม้ภาพสุดท้ายจะผ่านการดัดแปลงทางดิจิทัลแล้วก็ตาม

เย่เล่อ เติ้ง ทนายความในกรุงปักกิ่ง เตือนว่า การมีตลาดที่ดำเนินการผ่านสัญญาอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ไม่สามารถขจัดความเสี่ยงทั้งหมดได้ แพลตฟอร์มยังอาจไม่สามารถป้องกันการสลับใบหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาต การรวบรวมข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย หรือการนำภาพไปใช้ฝึกโมเดล AI ในอนาคต

ก่อนให้สิทธิใช้ใบหน้า ต้องตรวจสัญญาเรื่องใดบ้าง?

ผู้ที่สนใจบริการลักษณะนี้ไม่ควรมองเฉพาะค่าตอบแทน แต่ควรอ่านรายละเอียดของสัญญาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะประเด็นต่อไปนี้

  • ระยะเวลาการใช้สิทธิ เป็นการอนุญาตครั้งเดียว มีกำหนดสิ้นสุด หรือใช้ได้ตลอดไป
  • ประเภทของเนื้อหา ระบุชัดหรือไม่ว่าอนุญาตเฉพาะโฆษณา เกม หรือละครประเภทใด
  • ขอบเขตพื้นที่ ใช้ได้เฉพาะในประเทศหรือเผยแพร่ได้ทั่วโลก
  • การดัดแปลงภาพ อนุญาตให้เปลี่ยนอายุ รูปลักษณ์ เสียง หรือท่าทางได้มากเพียงใด
  • การฝึกโมเดล AI ภาพที่ส่งให้จะถูกนำไปใช้สร้างหรือพัฒนาระบบ AI ในอนาคตหรือไม่
  • สิทธิในการยกเลิก เจ้าของใบหน้าสามารถถอนความยินยอมและสั่งหยุดใช้งานได้หรือไม่
  • การส่งต่อให้บุคคลอื่น แพลตฟอร์มหรือผู้ซื้อสามารถขายต่อหรือให้บริษัทอื่นใช้ข้อมูลได้หรือไม่
  • การชดเชยความเสียหาย หากภาพถูกนำไปใช้ผิดข้อตกลง ใครเป็นผู้รับผิดชอบและดำเนินการอย่างไร

สรุป เงินค่าหน้าหลักร้อย อาจแลกกับความเสี่ยงระยะยาว

ธุรกิจให้เช่าใบหน้าในจีนสะท้อนว่า AI ไม่ได้เปลี่ยนเพียงวิธีผลิตละคร แต่กำลังทำให้ตัวตนของมนุษย์กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ซื้อสิทธิและนำกลับมาใช้ซ้ำได้ เจ้าของภาพอาจได้รับค่าตอบแทนตั้งแต่ประมาณ 500 บาทถึงมากกว่า 23,000 บาท ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มและขอบเขตของสัญญา แต่รายได้ดังกล่าวอาจไม่คุ้ม หากเงื่อนไขเปิดกว้างจนไม่รู้ว่าใบหน้าจะปรากฏที่ไหนและถูกใช้นานเพียงใด

จุดสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าควรขายหรือไม่ขาย แต่คือผู้ให้สิทธิได้รับข้อมูลครบถ้วนและควบคุมการใช้งานได้จริงหรือไม่ เพราะใบหน้าไม่ใช่ภาพทั่วไปที่เปลี่ยนใหม่ได้ง่าย เมื่อข้อมูลชีวมิติหลุดออกจากระบบหรือถูกนำไปฝึก AI แล้ว การควบคุมตัวตนดิจิทัลของเจ้าของภาพอาจเป็นเรื่องยากในระยะยาว

หมายเหตุ: คำนวณเงินบาทโดยใช้อัตราโดยประมาณ ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ได้แก่ 1 ดอลลาร์สหรัฐราว 33.54 บาท, 1 หยวนราว 4.98 บาท และ 1 ดองเวียดนามราว 0.00128 บาท อัตราแลกเปลี่ยนจริงอาจแตกต่างตามวันและผู้ให้บริการ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล